ที่สุดของนายกรัฐมนตรี ป.8
posted on 15 Dec 2008 14:34 by bossiniblog in Story

คัดลอกจาก http://bozzini.l2.in.th/mostofpm/
ประวัติศาสตร์น่ารู้ตอนที่ 8 นี้เสนออออออออออออออออออออออออออออ เรื่องราวเกี่ยวกับ ระบอบประชาธิปไตยของเรา เกี่ยวกับผู้นำประเทศคนสำคัญแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ทำให้เราได้มีการปกครองที่เป็นลักษณะของพลังแห่งประชาชนโดยแท้
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ให้อำนาจอยู่กับประชาชน และริดรอนพระราชอำนาจของกษัตริย์ลงไปกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้แทนการบริหารงานราชการแผ่นดินจึงเป็นส่วนสำคัญในการบริหารงานประเทศ ให้สอดคล้องกับการบริหารในระบอบประชาธิปไตย โดยประชาชนสามารถปกครองตนเอง และเลือกผู้ที่ไว้วางใจเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารงานประเทศแทนประชาชนได้
นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยจึงเป็น พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ในขณะนั้นยังไม่ได้เรียกว่านายกรัฐมนตรี แต่ยังคงเรียกกันว่า “ประธานคณะกรรมการราษฎร” ภายหลังจึงมีการเปลี่ยนแปลงเป็นตำแหน่งชื่อนายกรัฐมนตรี และนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการเมืองครั้งสำคัญของประเทศสยาม และคือประเทศไทยในปัจจุบัน
ปัจจุบันเรามีนายกรัฐมนตรีที่ผ่านพ้นไปแล้วกว่า 26 คน และกำลังเริ่มต้นคนที่ 27 อย่างไม่เป็นทางการเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้เอง โดยปัจจุบันก็คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กำลังรอคอยรับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี
ปีนี้ (2551) หลายๆคนก็กำลังบอกว่าเฮ้ย ปีนี้เรามีนายก 4 คนเลยเชียวว่ะ ช่างมากมายเหลือเกิน กลเกมสารพัดทางการเมืองก็ทำให้เกิดการระหกระเหินเร่รอน ผลพวงจากอำนาจเก่าของ คมช.ที่พังทลายระบอบประชาธิปไตยย่อยยับยู่ยี่ จนเป็นผลพวงที่สำคัญมาจนถึงปัจจุบัน
แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้สถิติถูกทำลาย (และไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนั้นด้วย) นั่นคือสถิตินั้นมัน “เสมอ” กับปี 2489 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีมากถึง 4 คนเช่นเดียวกันซึ่งนั่นก็มีรายนามดังต่อไปนี้เลย
1. ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (17 ก.ย. 2488 - 31 ม.ค. 2489)
2. พ.ต.ควง อภัยวงศ์ (31 ม.ค. - 24 มี.ค. 2489)
3. นายปรีดี พนมยงค์ (24 มี.ค. - 11 มิ.ย. / 11 มิ.ย. - 23 ส.ค. 2489)
4. พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (23 ส.ค. 2489 - 30 พ.ค. 2490)
และในที่สุด สถิติกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้งในปี 2551 ทำให้มีนายกรัฐมนตรี (อย่างเป็นทางการ/ไม่รวมนายกรักษาการณ์) อีกครั้ง อีกปี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีมากถึง 4 คนอีกเช่นเคยนั่นคือ
1. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (1 ต.ค. 2549 - 29 ม.ค. 2551)
2. นายสมัคร สุนทรเวช (29 ม.ค. - 9 ก.ย. 2551)
3. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (18 ก.ย. - 2 ธ.ค. 2551)
4. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (15 ธ.ค. 2551 - ปัจจุบัน) / รอพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ
ที่สุดแห่งนายกรัฐมนตรี
- ที่สุดของการบุกเบิก (พระยามโนปกรณ์นิติธาดา) เป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกของไทย
- ยาวนานที่สุด (จอมพล ป.พิบูลสงคราม) เป็นนายกรัฐมนตรี ที่รวมระยะการดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด 14 ปี กับอีก 11 เดือน
- น้อยที่สุด (นายทวี บุณยเกตุ) เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีระยะรวมเวลาการดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดคือประมาณ 18 วัน
- เด็กที่สุด (หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช) เป็นนายกรัฐมนตรี ที่อายุน้อยที่สุดในวันดำรงตำแหน่งคืออายุ 40 ปี
- แก่ที่สุด (นายสมัคร สุนทรเวช) เป็นนายกรัฐมนตรี ที่อายุมากที่สุดในวันดำรงตำแหน่งคืออายุ 72 ปี
- ยศตำรวจแรกสุด (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มียศเป็นตำรวจคนแรกของไทย
- นักธุรกิจแรกสุด (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีพื้นเพ การประกอบอาชีพเป็นนักธุรกิจคนแรกของไทย
- โกยที่สุด (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาน้อยที่สุดคือใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
- ทำเนียบแปลกสุด (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการย้ายทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ไปที่สนามบินดอนเมือง
- เต็มเวลาที่สุด (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งยาวนานจนครบวาระเต็ม 4 ปี
ดีที่สุด ของผู้เขียน…
ผู้เขียนเองคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีนายกฯ ที่รักที่สุด เป็นคนที่คิดว่าดีที่สุดในความคิดของผู้เขียนเอง นั่นก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผมชอบนายกทักษิณ มากกว่านายกคนอื่นๆ เพราะเท่าที่อ่านประวัตินายกฯ คนอื่นๆมาก็ดูเหมือนยังไม่มีใครทำอะไรให้คนในระดับประชาชน หรือรากหญ้าได้มากเท่านี้ โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด และขบวนการธุรกิจใต้ดิน อาทิ หวยใต้ดิน หรือการพนันใต้ดิน
ผู้เขียนเองก็อยู่ในฐานะทางการเงินที่ในระดับกลางๆ บางคนว่าสูง แต่สำหรับผมเองผมมองว่าผมกลางๆ เพียงแต่มุมมองผมที่มีต่อคนอื่นๆมันมักไม่เหมือนกัน บางคนปากว่า เอ้ย กูเสียภาษีเท่านั้นเท่านี้ทำไมไม่เห็นได้อะไรบ้างเลย แต่ผมกลับมองว่านั่นคือหน้าที่ที่ผมต้องทำ เหมือนเสียค่าสถานภาพสมาชิกประเทศไทยไปเรื่อยๆ และภาษีเหล่านั้นมันก็ตอบแทนผมให้กับคนอื่นๆที่เขา “ไม่มีโอกาส” ที่จะเกิดมาได้ดีเทียบเท่ากับคนอื่นๆ ก็ถือซะว่าเป็นการทำบุญทางอ้อม คิดแบบนี้แล้วก็สุขสบายใจดีเหมือนกัน แต่คนอื่นๆคงไม่ได้คิดเหมือนเรา เพราะมนุษย์เรามักแต่จะเอาไม่เคยจะให้… นี่แหละ มนุษย์ แต่ผมต้องบอกก่อนเลยว่า ผมไม่ใช่พวกคลั่งลัทธิทักษิณ หรือเห็นดีเห็นงามไปด้วยทุกอย่าง แต่ก็แน่นอนในสิ่งที่ผลงานเขามีมากทำให้ผมมักจะมองเขาในด้านดีๆ มากกว่ามองในด้านแย่ๆ
นโยบายการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐวิสาหกิจและระบบราชการ คงเป็นสิ่งที่คนทำงานประเภท เช้าชามเย็นชาม งานการไม่ทำวันๆเอาแต่เม้าท์ ไม่เห็นด้วยและจงเกลียดจงชัง เพราะเดิมระบบนั้นรัฐวิสาหกิจต้องผูกติดกับขาเก้าอี้รัฐบาล รัฐก็ต้องสิ้นเปลืองงป.กับพนักงานไม่ทำงานไปมากมายปีละกว่าหลายร้อย หลายพันล้านบาท ปรับโครงสร้างซะใหม่ให้ปฏิรูปโดยการพึ่งพาตนเองเป็นกิจการรูปแบบบริษัท ข้าราชการคงไม่ชอบใจ แต่ผู้เขียนรู้สึกสะใจกับข้าราชการเหล่านั้นมากๆเลยทีเดียว
นอกจากนั้น OTOP เป็นอีกจุดที่ทำให้รู้สึกชอบมากๆ ทำให้แต่ละชุมชนมีอะไรดี อะไรเด่น ก็ทำขึ้นเอามาขาย เป็นรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน อีกทั้งเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้ประชาชนด้วย เนื่องจากประเทศเราชนชั้นเกษตรกรรมค่อนข้างมีมาก การทำเกษตรกรรมก็ทำกันเป็นฤดูกาล บางช่วงไม่มีอะไรทำก็หาทำผลิตภัณฑ์อะไรเด่นๆออกมาขายเป็นสินค้า ดีกว่านั่งๆนอนๆไปวันๆ เพราะเดิมทีเกษตรกรบ่นเอาแต่ว่ายากจน ทำงานเหนื่อย เงินน้อย ปัญหาก็คือการทำนาก็ไม่ได้ลงไปดำนาเกี่ยวข้าวกันทุกวันซะหน่อย วันอื่นๆที่รอข้าวมันโตมันงอก เอาไปทำอะไรนอกจากนั่งๆนอนๆ ดังนั้นเมื่ออยากมีเงินก็ต้องทำงาน ถ้าไม่ทำ ก็จนแบบนั้นต่อไป
เรื่องของโครงการเอื้ออาทรต่างๆ ก็เป็นอีกผลงานที่ทำให้คนในระดับรากหญ้าหรือระดับกลางๆ รู้สึกชื่นชมและชื่นชอบอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการเอื้ออาทรด้านต่างๆมากมายหลายสิบโครงการ ไม่ว่าจะบ้านเอื้ออาทร แท็กซี่ กองทุน ฯลฯ ซึ่งแน่นอนพวกชนชั้นสูงหัวสูงจรดฟ้ามักไม่ค่อยชอบกัน เนื่องจากตนเองเป็นผู้เสียสิทธิ์ถูกริดรอนภาษีที่ใช้จ่ายสูง แต่ไม่ได้ผลประโยชน์สูงๆกลับคืนมา จะว่าไม่เป็นธรรมไหมมันก็ใช่ แต่ทำไมไม่คำนึงถึงภาระและหน้าที่ของตนเองเล่า คนรวยอิจฉาคนจนมันก็คราวนี้แหละ ปากอาจจะบอกว่าไม่ได้อิจฉา แต่การกระทำมันก็บ่งบอกชัดเจนว่าไม่พอใจเพราะตัวเองได้อะไรน้อยกว่าคนจน
ส่วนงานเกี่ยวกับประเทศไม่ว่าจะเป็นการประชุม APEC หรือการจัดพระราชพิธีมงคลในหลวงครองราชย์ครบ 60 ปี ทุกงานล้วนยิ่งใหญ่ อลังการ สมพระเกียรติ ที่ประชาชนมอบให้แก่ประมุขที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกเรา เมื่อเอาพิธีเหล่านั้น ความยิ่งใหญ่ ความสมพระเกียรติมาเปรียบเทียบกับรัฐบาล คมช.ด้วยแล้ว ดูไม่ได้เลยทีเดียว นอกจากความสมพระเกียรติยังไม่มีแล้ว ยังขาด “ใจ” ที่ประชาชนมอบให้กับคณะรัฐบาลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก จนงานก็รอดแหล่ไม่รอดแหล่ไปหลายต่อหลายงาน นับเป็นความผิดพลาดอย่างแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย เคยมีการยัดเยียดคณะรัฐบาลเส็งเคร็งที่ไม่ทำอะไรเพื่อสนองอำนาจแก่ตนเพียงเท่านั้น
ขวัญใจคนจนและชาวรากหญ้าคงหนีไม่พ้นนายกรัฐมนตรีคนนี้แน่นอน เพราะไม่เคยมีใครมองว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ให้อะไรกับคนจนได้มากถึงเพียงนี้ แต่สุดท้ายต้องมาสะดุดชะตากรรมกับ “มือที่มองไม่เห็น” ฉุดกระชากลากถูและกดขี่สารพัดด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ จากการปรับเปลี่ยนข้อมูลของสื่อจนในที่สุดคลื่นลูกถึงของชนชั้นศักดินาในระบอบอมาตยาธิปไตย ได้ถาโถมพัดเข้าใส่แบบเต็มๆจนต้องหลุดจากสภาพนายกรัฐมนตรีเป็นนักโทษไปในที่สุด แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ถึงคนเหล่านั้นจะเอาเขาออกจากตำแหน่งได้ แต่ความรู้สึกที่ดี และความรักของประชาชนที่มอบให้นายกคนนี้ ผู้คนเหล่านั้นถึงอำนาจบารมีล้นฟ้าแค่ไหน ก็กระชากเอาออกไปไม่ได้แน่นอน

#1 By Mango Hotel on 2008-12-15 15:23